[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
:: สำนักงานบริหารศูนย์แม่ริม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม ::
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
เมนูหลัก
คณะหน่วยงาน
หน่วยงานสำคัญ
e-Learning

แบบสำรวจ

   แบบสอบถามความต้องการใช้บริการพื้นที่ ท่าน/หน่วยงานของท่านมีโอกาสได้เข้ามาใช้บริการพื้นที่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม ในส่วนไหนบ้าง


  1. หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ
  2. อาคารเอนกประสงค์ด้านภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ
  3. อาคารเอนกประสงค์ (อาคารโหลดบัณฑิต)
  4. ห้องประชุมของอาคารเอนกประสงค์ด้านภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ
  5. ศึกษาพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมพืช/ป่าไม้
  6. เข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมพืช/ป่าไม้



  
ประวัติการก่อตั้ง  
 

ประวัติการก่อตั้ง

ประวัติและความเป็นมาของวิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

     มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี พ. ศ. 2467 ได้เริ่มต้นจัด การศึกษาครั้งแรกโดยจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม โดยตั้งอยู่บริเวณเวียงบัวซึ่งเป็นที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ปัจจุบันมีพื้นที่ 80 ไร่ ต่อจากนั้นก็ได้พัฒนาหน่วยงานเป็นวิทยาลัยครู สถาบันราชภัฏและมหาวิทยาลัยราชภัฏในปัจจุบัน
     สมัยนั้นในฐานะเป็นวิทยาลัยครูเชียงใหม่ สังกัดกรมการฝึกหัดครู มีภารกิจในการผลิตครู ที่มีคุณภาพให้กับท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่
ที่ได้ดูแลได้แก่ เชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน ผู้บริหารสมัยนั้นได้แก่ ดร.นิเชต สุนทรพิทักษ์ อธิบดีกรมการฝึกหัดครู ผศ.สายสมร สร้อยอินต๊ะ อธิการวิทยาลัยครูเชียงใหม่พร้อมกับผู้บริหารวิทยาลัยครูเชียงใหม่ ได้มีวิสัยทัศน์และแนวคิดที่จะพัฒนาวิทยาลัยครูขยายและยกระดับการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กว้างขึ้นและยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย ดังนั้นเมื่อมีการเติบโตของหน่วยงานพื้นที่ที่จัดการศึกษาที่เป็นวิทยาลัยครูจะไม่มีพื้นที่รองรับอย่างพอเพียง จึงมีแนวคิดที่จะหาพื้นที่ใหม่เพื่อการรองรับการขยายตัวของหน่วยงาน ในปี พ.ศ.2536 กรมการฝึกหัดครู โดย ดร.นิเชต สุนทรพิทักษ์ อธิบดีกรมการฝึกหัดครู ได้ให้นโยบายกับวิทยาลัยครูทั่วประเทศให้หาพื้นที่ที่เป็นวิทยาเขตเพื่อรองรับในการขยายตัวของวิทยาลัยครู
     จุดเริ่มต้นของการเสาะแสวงหาพื้นที่ใหม่ เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือน มิถุนายน ปี 2536 หลังจาก ท่านอธิการ ผศ.สายสมร สร้อยอินต๊ะ เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี เมื่อ 24 ธันวาคม 2534 โดย มีเป้าหมายของการเตรียมการตั้งคณะเกษตรและอุตสาหกรรม ได้มีการประชุมคณาจารย์ภาควิชาเกษตรไร่ฝึก ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม มี รศ. อมรา ทีปะปาล เป็นหัวหน้าภาควิชา ที่ประชุมมีข้อคิดเห็นตรงกันว่า พื้นที่ 55ไร่ของภาควิชาเกษตรที่ตำบลแม่สาไม่เพียงพอสำหรับการจัดตั้งคณะเกษตรและอุตสาหกรรมการเริ่มต้นจึงเกิดขึ้นโดยมีหัวหน้าภาควิชาเกษตร รศ.อมรา ทีปะปาล ผศ.เกษม จันพินิจ และอาจารย์ศุภชัย ศรีธิวงศ์ ได้ไปดูพื้นที่อำเภอสะเมิง ไปดูพื้นที่ตามคำแนะนำของอาจารย์นิยม เหล่าแสง ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการพระราชดำริ จนวน 800 ไร่ แล้วกลับมาสรุปให้ข้อมูลว่า มีปัญหาเรื่องน้ำและระยะทางไกลเกินไป ในการที่จะส่งกองกำลังบำรุงได้ จากนั้นคณะกรรมการจึงได้เสาะแสวงหาที่ใหม่เป็นจุดที่ 2 เป้าหมายของการสำรวจอยู่ที่อำเภอจอมทองทางแยกเข้าดอยอินทนนท์ อยู่หน้าวัดสังวรณ์วราราม จำนวนประมาณ 3,000 ไร่ ห่างไกลจากวิทยาลัยครูเชียงใหม่ 70 กิโลเมตร ถนนดี มีทิวทัศน์วิวสวย มีภูเขาล้อมรอบ จึงเริ่มกิจกรรมเชิงรุกโดยการนำนักศึกษาและคณาจารย์ไปร่วมกันทำกิจกรรมปลูกป่าในเดือนสิงหาคม ปี 2536 แต่มีกระแสการต่อต้านจากผู้ที่บุกรุกพื้นที่เดิมอีกทั้งได้ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวได้ดำเนินการปลูกสวนป่าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่สวนป่า ในการดำเนินการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการของอำเภอจอมทองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะท่านนายอำเภอจอมทอง นายเฉลิม วรวุฒิพุทธิวงศ์ การดำเนินการหาพื้นที่ที่จอมทอง ทางคณะกรรมการก็ได้ดำเนินการทางด้านเอกสารในการขออนุญาตใช้ประโยชน์ของพื้นที่ ยื่นผ่านความเห็นชอบระดับจังหวัด โดยเสนอต้นเรื่องผ่านจากอำเภอจอมทอง ป่าไม้อำเภอ นายอำเภอจอมทอง มาสู่ระดับป่าไม้จังหวัด ป่าไม้เขตและผู้ว่าราชการจังหวัดโดยมี ผศ.เกษม จันพินิจ เป็นผู้ดำเนินการติดตามเส้นทางของหนังสือผ่านทุกขั้นตอน มีการเข้าสำรวจพื้นที่เพื่อกำหนดเขตและแผนผังพื้นที่ระบุรายละเอียดในเอกสาร ทั้งหมดพร้อมที่จะยื่นเสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยต้องเสนอผ่านกรมการฝึกหัดครูและกระทรวงศึกษาธิการ
ในขั้นตอนของการนำเสนอผ่านกรมการฝึกหัดครูได้รับความช่วยเหลือ แนะนำให้ข้อคิดเห็นและประสานเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อชี้แจงรายละเอียดของโครงการ โดยได้รับความช่วยเหลือจากท่านรองอธิบดีกรมการฝึกหัดครู อาจารย์กลาย กระจายวงศ์ และดร.ประเสริฐ จริยานุกูล หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์
     ในช่วงเวลาของการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสัมพันธ์ ทองสมัคร โดยมีอาจารย์กลาย กระจายวงศ์รองอธิบดีกรมการฝึกหัดครูเป็นผู้นำเข้าพบ ซึ่งมีผู้เข้าพบประกอบไปด้วย ผศ.สายสมร สร้อยอินต๊ะ อธิการ รศ.อมรา ทีปะปาล ผศ.เกษม จันพินิจ อาจารย์ประเสริฐ ตันสกุล ศึกษานิเทศก์ในขณะนั้นเมื่อได้รับฟังรายละเอียดของโครงการจากอธิการวิทยาครูเชียงใหม่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ยกหูโทรศัพท์ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในทันทีและแจ้งเรื่องโครงการของวิทยาลัยครูเชียงใหม่ว่าเป็นโครงการที่จะขอเข้าไปใช้พื้นที่ป่าไม้ขอให้ช่วยพิจารณาสนับสนุนให้ด้วย โดยได้ทำหนังสือจากระทรวงศึกษาธิการ
ที่ ศธ 0305/25778 ลงวันที่ 7 กันยายน 2535 ถึง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การขอใช้พื้นที่สวนป่าหน่วยปรับปรุงต้นน้ำปิง หน่วยที่ 2 (แม่กลาง) มีใจความย่อคือ จะขอใช้ที่ดินบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 11 อำเภอจอมทอง เพื่อประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนและทำการวิจัย ในสาขาพืชไร่ ไม้ผล เทคโนโลยีภูมิทัศน์ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวบรวมพันธุ์พืชและไม้ผลตามโครงการพระราชดำริในโครงการ “ป่ารักน้ำ” ดังโครงการที่แนบไป โครงการที่ส่งไปตอนนั้นใช้ชื่อว่า “โครงการอุทยานการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”แนวความคิดของโครงการมีพื้นฐานจากความคิดที่จะหาที่ตั้งคณะเกษตรและอุตสาหกรรม ผนวกกับอิทธิพลทางความคิดที่สำคัญยิ่งจากอดีตอธิบดีกรมการฝึกหัดครู ดร. นิเชต สุนทรพิทักษ์ ผู้ซึ่งได้สนับสนุนและผลักดันโครงการอุทยานการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้ตลอดมา
     กรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตรวจสอบ การขอใช้พื้นที่ของสถาบันในเนื้อที่ 2,870 ไร่ อำเภอจอมทองและแจ้งให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวได้ดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าไม้ไปแล้ว จึงควรได้หลีกเลี่ยงพื้นที่สวนป่าเมื่อ 30 ธันวาคม 2535 เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการฯ พร้อมด้วยข้อมูลการพิจารณา 1 แฟ้ม ในเดือนมิถุนายน 2536 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับหนังสือจากกระทรวงเกษตร ที่ กษ 0705/9621 โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้แจ้งว่า “ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาแล้วมีความเห็นเช่นเดียวกับกรมป่าไม้ไม้ แต่โดยที่โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกในอนุชน และประชาชนทั่วไปมีความรักธรรมชาติ ตระหนักในความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันอนุรักษ์ป่าไม้ ดินและน้ำเพื่อที่จะได้ทำให้ระบบนิเวศวิทยามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงสมควรได้รับการสนับสนุน แต่ทั้งนี้จะต้องไม่อยู่ในพื้นที่สวนป่าหรือพื้นที่ที่จำเป็นต้องสงวนรักษาไว้ จึงขอได้โปรดพิจารณาหาพื้นที่แห่งใหม่เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวถัดไป” นี่คือใบเบิกทางที่สำคัญสำหรับการแสวงหาพื้นที่แปลงใหม่ต่อไป การเริ่มแสวงหาพื้นที่แปลงใหม่จึงเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เวลาผ่านไป 1ปี เต็ม เมื่อเริ่มต้นหาพื้นที่ใหม่ พ.ศ. 2535 พร้อมกับการแสวงขอพื้นที่จากหน่วยราชการที่มีพื้นที่ครอบครอง อยู่จำนวนมาก ก็ได้ดำเนินการด้วยเมื่อได้รับคำตอบชัดเจนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าขัดข้องที่จะให้ที่ที่อำเภอจอมทอง เนื่องจากเป็นป่าสงวนที่ได้ปลูกสวนป่าไว้แล้ว และให้แสวงหาที่แปลงใหม่โดยด่วนเพื่อสนับสนุนโครงการอุทยานการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สถาบันได้เสนอไป ผู้เขียนโครงการนี้คือ รศ. อมรา ทีปะปาล การแสวงหาพื้นที่ใหม่เริ่มต้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โชคดีที่คณะกรรมการแสวงหาพื้นที่ทั้ง รศ. อมรา ทีปะปาล และ ผศ. เกษม จันพินิจ เป็นชาวเกษตรที่มีรุ่นพี่ รุ่นเพื่อน และรุ่นน้องทำงานอยู่ที่ป่าไม้จังหวัด ป่าไม้เขตและกรมป่าไม้ จึงได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่ง รายละเอียดความช่วยเหลือของบุคคลที่เกี่ยวข้อง คงจะได้มีการบันทึกไว้จากอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ในระหว่างการแสวงหาที่แปลงใหม่ แนวคิดการแสวงขอใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่มีพื้นที่ครอบครองอยู่จำนวนมาก ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คิดและได้ดำเนินการดังนี้
          1.ที่ในครอบครองของทหาร บนเส้นทางจากเชียงใหม่ถึงแม่ริมทางซ้ายมือของถนนใหญ่เป็นพื้นที่ทหารในครอบครองของหน่วยงานหน่วยงานทหาร และดูว่ายังมีที่ๆที่ไม่ใช้อีกมาก น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถ้าจะได้ขยับขยายสถาบันไปอยู่ในช่วงระยะทางดังกล่าวก็จะไม่ไกลและสะดวกสบายสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ ในโอกาสนี้ได้พบกับ พลตรีแป้ง มาลากุล ( ยศขณะนั้นปี 2535 – 2536) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกค่ายกาวิละ จึงได้ลองทาบทามพุดถึงวัตถุประสงค์ของการขยับขยายสถาบันได้รับคำตอบที่ดูเป็นจริงคือ “เอาพื้นที่แถวแม่แรมไหม” จึงได้แต่หัวเราะแล้วบอกว่าคงไม่มีความสามารถดูแลได้ เพราะเป็นช่วงที่ราษฎรตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม กำลังยกขบวนมาร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ที่หน้าศาลากลางเป็นประจำ ด้วยสาเหตุถูกทหารขับไล่ที่และจนถึงปัจจุบันนี้ทางทหารก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดังกล่าวได้ ส่วนที่สวยๆ ข้างทางถนนเส้นทางแม่ริม – เชียงใหม่ เป็นเรื่องของความมั่นคงที่ไม่อาจแบ่งให้หน่วยงานอื่นได้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทางทหารได้แบ่งพื้นที่ให้จังหวัด สำหรับสร้างสนามกีฬาซีเกมส์และโรงเรียนนวมินทร์ฯ พายัพไปแล้วจึงเป็นการเริ่มต้นคิดเรื่องการขยายที่ช้าไป
          2.ที่ในครอบครองของ ตชด. ในโอกาสที่ได้เข้าประชุมโครงการพระราชดำริ ร่วมกับ หน่วยงานต่างๆ ที่ผู้แทนพระองค์
สมเด็จพระเทพฯ ได้เชิญประชุมที่ค่ายดารารัศมีในช่วง ปลายปี 2535 ได้มีการพูดถึงโครงการพัฒนาอาชีพ ให้กับนักเรียนที่จบจากโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ (โรงเรียน ตชด.) และเยาวชนนอกโรงเรียน ชาวไทยที่ราบสูง ทาง ตชด. ได้เสนอที่ๆ จะตั้งหน่วยงานฝึกอบรมวิชาชีพบนพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ ติดถนนเชียงใหม่ – ฝาง ในช่วงอำเภอแม่แตง อยู่ทางขวามือถ้าไปจากเชียงใหม่ เป็นพื้นที่สวยงามและยังไม่ได้ใช้ประโยชน์และราษฎรเริ่มบุกรุกที่แล้ว วิชาชีพส่วนใหญ่ที่จะฝึกเน้นด้านเกษตร จึงได้คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าคณะเกษตรของสถาบันไปอยู่ใกล้เพราะเรามีโครงการพระราชดำริที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว จึงได้นัดหมายและไปขอพบผู้บังคับบัญชาการ ตชด. 33 พตอ. จง จันทรา พร้อมกับ รศ.อมรา ทีปะปาล ผศ.เกษม จันพินิจ คณะเกษตรฯ ของสถาบันสัก 500 ไร่ ท่านจง จันทรา ได้แจ้งว่า การอนุญาตให้ใช้ที่อยู่ที่อธิบดีกรมตำรวจและเป็นไปค่อนข้างยากถึงแม้จะยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนที่จะลงไว้ ณ ที่ดังกล่าวในขณะนั้นทาง ตชด. ได้เตรียมขยับขยายที่ทำการไปอำเภอสันทราย ตำบลเตาไห บนเนื้อที่หลายพันไร่ ที่พึ่งแสวงหาได้มาประมาณ ปี 2531 – 2532 ทำให้รู้สึกว่าเราแสวงหาที่ช้าไปไม่กี่ปี ถึงแม้จะไม่ให้ความหวังในการขอแบ่งพื้นที่ ท่านผู้บังคับการ ตชด. ก็ได้ให้ข้อแนะนำที่เป็นความหวังใหม่ว่าน่าจะไปขอใช้พื้นที่เก่าที่ทางทหารอากาศได้ใช้เป็นที่ปลดลูกระเบิดในเขตอำเภอแม่แตงติดกับอำเภอแม่ริม ตำบลแม่มาลัย มีประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งปัจจุบันทอ. ได้เลิกใช้ตรงนี้เพราะไปได้ที่ใหม่ที่อำเภอสันทรายประมาณ 7,000 ไร่ แล้วเป้าหมายใหม่คือ การไปพบผู้บังคับการกองบิน 41
          3.การไปพบผู้บังคับการกองบิน 41 เชียงใหม่ ด้วยความช่วยเหลือนัดหมายผ่าน รท.เวชพงศ์ พันธ์ศรี นายทหารประชาสัมพันธ์ของ ทอ.41 ในเวลานั้นประมาณต้นปี 36 เพื่อขอเจรจาใช้ที่ๆ แม่มาลัย อำเภอแม่แตง ที่ทางทหารอากาศใช้แล้ว คำตอบจากผู้บังคับการกองบิน 41ได้คืนให้กรมป่าไม้ไปแล้วเมื่อได้ที่แปลงใหม่ที่อำเภอสันทราย และเมื่อ ผศ. เกษม จันพินิจ ได้ไปติดตามที่ป่าไม้พบว่าเป็นพื้นที่ๆ ได้ปลูกสวนป่าไปแล้วประมาณ 1,000 ไร่แต่ได้นำไปสู่การสำรวจพบพื้นที่แปลงใหม่ที่ตำบลขี้เหล็กและตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม โดยแปลงหนึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมและอีกแปลงหนึ่งขอแบ่งมาจากพื้นที่ๆ เคยเป็นโครงการโคนมของสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีพื้นที่รวมหมื่นกว่าไร่ เป็นโครงการที่เริ่มตั้งแต่ปี 2519 จนถึงปี 2530ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ พื้นที่จึงกลับคืนไปเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การขอใช้พื้นที่ทั้ง 2แปลง ได้ยื่นขอโดยตรงจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การขอใช้พื้นที่แปลงใหม่และข้อตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไขทำนองสัญญาประชาคมกับสภาตำบลสะลวง –ขี้เหล็ก
          ด้วยความช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจากป่าไม้เขตที่ช่วยให้ข้อมูลพื้นที่ของกรมป่าไม้ อธิการได้รับบันทึกข้อความลงวันที่ 27 กรกฏาคม 2536 จาก ผศ. เกษม จันพินิจ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการจัดหาที่แจ้งว่า “ข้าพเจ้าพร้อมด้วย รศ. อมรา ทีปะปาลได้ร่วมกันสำรวจป่าโดยยานพาหนะส่วนตัว ณ พื้นที่ตำบลสะลวง ตำบลห้วยทราย ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม เห็นสภาพความเหมาะสมของพื้นที่จึงได้ดำเนินการประสานอย่างเร่งด่วนทันทีกับป่าไม้เขต และกรมป่าไม้ เพื่อจะขอใช้พื้นที่ดังกล่าว” โดยการประสานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตเชียงใหม่เพื่อจัดเตรียมเอกสาร รายละเอียดของที่ดินทั้ง 2 แปลง
          แปลงที่ 1 เป็นพื้นที่ขอแบ่งใช้พื้นที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์สำหรับการจัดตั้งโครงการสหกรณ์โคนม ตั้งแต่ปี 2519 แต่ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่ริม ในบริเวณตำบลสะลวง ตำบลห้วยทราย และตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
          แปลงที่ 2 เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในท้องที่ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริมการจัดเตรียมข้อมูลของที่ดินทั้ง 2 แปลงเป็นงานที่ทำยากเป็นงานที่มีขั้นตอนการจัดทำตามระเบียบการมีการสำรวจจำนวนต้นไม้ ใช้วิธีการสำรวจโดยใช้วิธีทางสถิติสุ่ม - แจง นับจำนวนต้นไม้ในบริเวณพื้นที่รวมประมาณ 6,000 ไร่ ที่มีถนนรอบพื้นที่ยาวประมาณ 14 กิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงระยะทางจากเชียงใหม่ถึงแม่ริมความกว้างของทิศตะวันออกติดคลองชลประทานยาว 14 กิโลเมตร ทิศเหนือติดห้วย ยาว 3.5 กิโลเมตรทิศใต้จากปากทางเข้าตำบลสะลวง ยาวประมาณ 4.4 กิโลเมตรทิศตะวันตก ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร
         นอกจากความยากลำบากของการบุกรุกป่าเพื่อวัดแนวเขตที่ดินดังกล่าวและการแจงนับจำนวนต้นไม้ที่จะต้องดูแลแล้ว การปะทะกับบุคคลที่เข้าไปจับจองโดยไม่มีสิทธิ์ ก็เป็นงานที่หนักหนาสาหัส เป็นงานที่สร้างความเครียดให้กับผู้บุกเบิก รวมทั้งความไม่ปลอดภัยในชีวิตโดยเฉพาะ ผศ. เกษม จันพินิจ และคณะบุกเบิกกับความช่วยเหลือของชาวป่าไม้ที่มีหน้าที่ในการดูแลตรวจสอบการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ก็ช่วยผ่อนแรงได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มแข็งในการยึดหลักความถูกต้องตามแนวคิดของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพงค์โพยม นิวาศภูติ ในขณะนั้นได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า ราษฎรที่เคารพกติกาของบ้านเมือง ถ้ารัฐไม่ดูแล ก็จะเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมมากขึ้น และกลุ่มที่เข้าไปจับจองจำนวนมากๆ ก็มักจะไม่ใช่คนจนทีไม่มีที่ทำกิน เหตุผลที่สถาบันได้ขอเข้าใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทั้ง 2 แปลง ก็เพื่อ “ดำเนินการตามโครงการขยายงานการใช้ที่ดินเพื่อการสอนและการวิจัยและจัดตั้งอุทยานการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เป็นโครงการเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนโดยส่วนรวมอย่างชัดเจน บทเรียนที่ได้จากประสบการณ์การแสวงหาที่ดินที่อำเภอจอมทองเป็นเรื่องที่ต้องระวังในเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างความเข้าใจที่ดีกับมวลชน จึงเป็นเป้าหมายในการทำงานครั้งใหม่ ด้วยความช่วยเหลือและสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากท่านนายอำเภอแม่ริม นายอดุลย์ พลประอินทร์ได้ไปร่วมประชุมกับสภาตำบลสะลวงและตำบลขี้เหล็กหลายครั้ง ครั้งแรกของการร่วมประชุม ทางสภาตำบลได้เชิญคณะบุคคลผู้นำท้องถิ่นมาร่วมประชุมเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนทุกโรงได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการขอเข้าใช้พื้นที่ทั้ง 2ตำบลมีการซักถามอย่างกว้างขวางจากคณะกรรมการสภาตำบลและชาวบ้านชาวบ้านทั้ง 2 ตำบลมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพื้นที่ที่สถาบันจะเข้าไปโดยเฉพาะการเข้าไปเก็บของป่า ล่าสัตว์ (กระต่าย) เก็บใบตอง เก็บเห็ด เก็บต้นไม้แห้งทำฟืน เผาศพ ฯลฯปัญหาก็คือ ทำอย่างไรไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับวิถีชีวิตของชาวบ้านได้มีการพูดจา มองภาพปัจจุบันและอนาคตร่วมกันและสุดท้ายคำขอที่ถือว่าเป็นสัญญาประชาคมที่ให้กับสภาตำบลสะลวงและขี้เหล็ก มี 3 ประการคือ
          1. ขอไม่ให้มีคำกว่า ห้ามผ่าน เข้าบริเวณของสถาบันฯ ในลักษณะมีรั้ว ประตูปิด ห้ามชาวบ้านผ่าน เข้าออก
          2. ขอเข้าไปเก็บใบตอง เก็บเห็ด ตามวิถีชีวิตที่เคยเป็นมา
          3. ถ้ามีการจ้างงานขอให้โอกาสจ้างคนงานในทั้ง 2 ตำบลเป็นโอกาสแรก
     สัญญาประชาคมทั้ง 3 ประการไม่เป็นเรื่องยากสำหรับสถาบัน ข้อสำคัญสถาบันควรจะ ได้ดูแลท้องถิ่นตามปรัชญาของสถาบันที่ระบุไว้ในมาตรา 7 สถาบันจะเป็นส่วนร่วมของท้องถิ่น มีความผูกพันและปฏิบัติหน้าที่เพื่อท้องถิ่นร่วมกัน ดังนั้นสถาบันจำเป็นต้องให้ความสำคัญและรักษาไว้ยิ่งสัญญาประชาคมทั้ง 3 ประการ ตลอดไป
     เมื่อได้พบปะและร่วมประชุมกับสภาตำบลสะลวง – ขี้เหล็ก จนได้ข้อตกลงที่เป็นเสมือนสัญญาประชาคมที่สถาบันได้ถือปฏิบัติต่อมา การดำเนินการเข้าทำแนวเขตพื้นที่ที่จะขออนุญาตเข้าไปทำประโยชน์จากกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้ดำเนินไปด้วยปัญหาที่น้อยมาก แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขเป็นรายกรณีไป โดยใช้ความสามารถสร้างความเข้าใจของ ผศ. เกษม จันพินิจ จนทำให้มีข้อมูลพร้อมแผนผังแนวทางที่ทางจังหวัดและป่าไม้เขต ได้ดำเนินการส่งหนังสือถึงกรมป่าไม้ดังนี้
          1.หนังสือลงนามโดย นายอัครพงค์ พยัคฆันตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รักษาราชการแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 24 มีนาคม 2537 ถึงอธิบดีกรมป่าไม้ 2 ฉบับ
               ฉบับที่ 1 ที่ ชม 0009.2/11641 ส่งพร้อมด้วยเอกสาร
                    - คำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ (แบบ ป.ส.17)พร้อมเอกสารประกอบเรื่องราวคำขอ
                    - รายงานการตรวจสอบสภาพป่า (แบบ ปส.18)พร้อมบัญชีการสำรวจไม้
                    - ภาพถ่ายแสดงบริเวณพื้นที่ที่ขออนุญาตจำนวน 20 ภาพ
                    - สำเนาบันทึกการตรวจสอบสภาพป่า ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2536
                     บริเวณพื้นที่ที่ขออนุญาตอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม ท้องที่หมู่ 7 , 8 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม มีเนื้อที่ 2,954 ไร่ 3 งาน 25 ตารางวา เหตุผลในการขออนุญาตใช้พื้นที่แปลงนี้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัยทางวิชาการ และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงครองราชย์สมบัติ ปีที่ 50
               ฉบับที่ 2 ที่ ชม. 0009.2/11642 พร้อมด้วยเอกสารตามระเบียบเช่นเดียวกับฉบับที่ 1 โดยขออนุญาตเข้าทำประโยชน์เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม เพื่อขยายวิทยาเขตของสถาบัน และจัดตั้งอุทยานการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริเวณพื้นที่ หมู่ 1และ 3 ตำบลสะลวง และหมู่ 7 , 8 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม มีเนื้อที่ 2,846 ไร่ 95 ตารางวา นวมพื้นที่ทั้ง 2 แปลง มีเนื้อที่ 5,801 ไร่ 20 ตารางวา
               เมื่อได้มอบให้สำนักงานพัฒนาที่ดินจัดทำ Contour และตรวจสอบดินในพื้นที่ทั้ง 2 แปลง หลังจากที่ได้รับอนุญาตเข้าใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้แล้ว ทางสำนักพัฒนาที่ดินได้จัดทำแผนที่แสดงแนว Contour ในพื้นที่ทั้งหมด 2 แปลง เป็น 6,235 ไร่ 1 งาน 20.5 ตารางวา มีพื้นที่งอกเพิ่มประมาณ 40 ไร่ น่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนในการวัดแต่ละครั้ง                            
              หนังสือจากสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ ที่ กษ 0723/679และที่ กษ 0723/1996 ลงวันที่ 31 มกราคม 2537 และลงวันที่ 25 มีนาคม 2537 ลงนาม โดย นายขจรเดช จารุจินดา ผู้ช่วยป่าไม้เขต รักษาราชการแทน ป่าไม้เขตเชียงใหม่ ถึงอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งให้กรมป่าไม้ทราบและยืนยันข้อมูลบริเวณที่ขออนุญาตใช้ว่าไม่ขัดต่อระเบียบทางราชการ และคณะผู้เข้าไปตรวจสอบมีความเห็นว่าผู้ขอมีวัตถุประสงค์จะเข้าไปช่วยอนุรักษ์ป่าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและขยายการศึกษาในท้องถิ่นให้เจริญ จึงเห็นควรอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ดังขอ เอกสารทั้งหมด ทางสถาบันจะได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน นำเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของหอจดหมายเหตุด้วย
                    เมื่อได้มีประกาศกรมป่าไม้ ฉบับที่ 84 /2537 และฉบับที่ 85/2537 ที่อนุญาตให้สถาบันเข้าไปใช้ประโยชน์ พื้นที่ทั้ง 2 แปลง ที่ตำบลสะลวงและตำบลขี้เหล็กแล้วโดยมีเงื่อนไขแนบท้ายประกาศกรมป่าไม้ ให้สถาบันปฏิบัติตาม 11 ประการ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ได้แก่
                    1.จัดทำป้ายถาวรที่มีขนาดโตไม่น้อยกว่า 60 – 120 เซนติเมตร ติดไว้ใกล้เส้นทาง ณ จุดที่ผ่านเข้าพื้นที่ที่ประกาศกำหนดทุกเส้นทางให้เห็นชัดเจน โดยมีระบุข้อความที่ป้าย ว่า “กรมการฝึกหัดครูได้รับอนุมัติให้ใช้พื้นที่แห่งนี้ตามกฎหมายว่าด้วย      การป่าไม้แล้ว” ซึ่งทางสถาบันได้ดำเนินการติดตั้งป้ายดังกล่าวรอบพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตห่างกันเป็นระยะๆ                        
                    2.ให้จัดทำหลักเขตหรือเครื่องหมาย หรือปลูกต้นไม้ชนิดเดียวกันเป็นการแสดงแนวเขตพื้นที่ที่ประกาศกำหนดไว้ทุกด้านให้เห็นได้อย่างชัดเจน ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งทางสถาบันได้ดำเนินการจัดทำหลักเขตและปลูกต้นป่านศรนารายณ์จำนวน 50,000 ต้นโดยนำมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ปลูก ตามแนวรอบพื้นที่เพื่อใช้เป็นแนวรั้วเรียบร้อยแล้ว ในเงื่อนไขข้ออื่นๆ เป็นเงื่อนไขที่ทางสถาบันจะต้องดูแลต้นไม้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้พื้นที่ตามวัตถุประสงค์ ร่วมกันระมัดระวังมิให้มีผู้บุกรุกแผ้วถางป่าในบริเวณติดต่อใกล้เคียงต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ท้องที่ทราบ หากมีความเสียหายเกิดขึ้น
                     การพัฒนาพื้นที่ของวิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก หลังจากที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่ริมก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามกำลังของงบประมาณที่เข้ามาสนับสนุน อธิการสายสมร สร้อยอินต๊ะ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อที่จะพัฒนาพื้นที่วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก ได้แก่ คำสั่งวิทยาครูที่ 522/ 2537 เรื่องให้ข้าราชการไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ตำบลสะลวงและตำบลขี้เหล็ก นับว่าเป็นคำสั่งแรกที่ให้อาจารย์ไปปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาโดยไม่มีวันหยุด โดยมีรายชื่ออาจารย์ได้แก่ ผศ.เกษมจันพินิจ
ผศ.รณชิต หอมสุวรรณ รศ.อมรา ทีปะปาล อาจารย์สุนารี ศันสนีย์ อาจารย์กมลณัฏฐ์ พลวัน
                     คำสั่งวิทยาลัยครูเชียงใหม่ที่ 1083/ 2537 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดประชุมวางแผนการขอใช้พื้นที่วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก โดยมี รศ. อมรา ทีปะปาล เป็นประธานกรรมการ ผศ. เกษม จันพินิจ เป็นรองประธานกรรมการและมีกรรมการได้แก่ ผศ. รณชิต หอมสุวรรณ อาจารย์ประคอง ฤกษ์วันเพ็ญ อาจารย์สุนารี ศันสนีย์ อาจารย์ดรรชนี กมลทิพย์ ผศ. ไพศาล สิทธิเลิศ ผศ. พรชัย สวนปาน อาจารย์วีรพล เชาวลักษณ์ อาจารย์ไพลินพันธุ์ สร้อยจาตุรนต์ อาจารย์กมลณัฏฐ์ พลวัน
                     คำสั่งวิทยาลัยครูเชียงใหม่ที่ 1091/ 2538 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานโครงการพัฒนาพื้นที่วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก มี ผศ.เกษม จันพินิจ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบไปด้วย อาจารย์ธรรมนูญ เวชวงศ์ อาจารย์สุนารี ศันสนีย์ ผศ.นาตยา หิรัญสถิตพร อาจารย์บัญชา อินทะกูล อาจารย์ดนยา รัชชนก และมีคำสั่งเพิ่มเติมที่ 251/2540 แต่งตั้ง ผศ.พิมล มัธยมบุรุษ ตั้งแต่สถาบันได้เข้าไปพัฒนาพื้นที่เป็นระยะๆ โดยมีผู้ประสานงานหลักได้แก่ ผศ.เกษม จันพินิจ รศ.อมรา ทีปะปาล มีทีมงานในการดำเนินงานโดยเฉพาะอาจารย์ของภาควิชาเกษตรศาสตร์และอาจารย์ในสถาบันที่มีความชื่นชอบธรรมชาติ
                      สถาบันได้แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปดูแลรับผิดชอบศูนย์สะลวง – ขี้เหล็ก มาแล้วหลายชุด โดยมี ผศ.เกษม จันพินิจ เป็นหัวหน้าคณะรับผิดชอบตั้งแต่เริ่มดำเนินงานคณะกรรมการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมี รศ.อมรา ทีปะปาล ผศ.รณชิต หอมสุวรรณ อาจารย์บัญชา อินทะกูล ผศ.พิมล มัธยมบุรุษ และมีคณะกรรมการอีกส่วนหนึ่งได้ขอพักเมื่อมีงานมอบหมายจากทางคณะมากขึ้น ได้แก่ อาจารย์กมลณัฏฐ์ พลวัน ผศ. สุมิตรา จอมมาวรรณ ผศ. อำไพ อาภรณ์ชยานนท์ อาจารย์สุนารี ศันสนีย์ นอกจากคณะกรรมการดำเนินการประจำศูนย์สะลวง – ขี้เหล็ก แล้วยังมีผู้รับผิดชอบโครงการต่างๆ หลายโครงการ เช่น
                            โครงการพิพิธภัณฑ์พืช มี รศ.อมรา ทีปะปาล เป็นหัวหน้าโครงการ
                            โครงการสวนสมุนไพร
                            โครงการสวนสัตว์เปิดและโครงการสวนนก มี ผศ.นิราศ วัฒนานิวัติเป็นหัวหน้าโครงการ
                           โครงการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น สะเดา มี ผศ.กมล รักสวน เป็นหัวหน้าโครงการ
                           โครงการหมู่บ้านวัฒนธรรม มี ผศ.จินตนา มัธยมบุรุษ เตรียมการ
                           โครงการอื่นๆ อีก 11 – 12 โครงการที่กำลังอยู่ในแผนและจะดำเนินการต่อไป
               สถาบันได้จัดทำแผ่นพับ โครงการอุทยานการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาอังกฤษได้ อาจารย์ธนา ฐิตินันท์ เป็นผู้แปลจากต้นฉบับภาษาไทยที่ รศ. อมรา ทีปะปาล ได้จัดทำขึ้น พิมพ์ไว้ จำนวน 1,500 ฉบับ สำหรับประสัมพันธ์โครงการอุทยานการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม งานที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ                          
                           1. จัดทำการสำรวจดินและแผนการใช้ที่ดินโดยฝ่ายสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดินของสำนักพัฒนาที่ดิน เขต 6 จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดกรมพัฒนาที่ดินกระทรวงเกษตรฯ โดยคิดค่าสำรวจดิน540,000 บาท ได้ข้อมูลรายละเอียดของพื้นที่ทั้ง 2 แปลง พร้อมทั้งแผนที่ที่แสดงเส้นระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลของพื้นที่ทั้งหมด ( Contour Lines) ซึ่งได้ใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกพื้นที่ลงแต่ละโครงการ
                          2. จัดตั้งสำนักงานของศูนย์สะลวง – ขี้เหล็ก เรียบร้อยในปี 2538 โดยใช้วัสดุจากบ้าน 2 หลัง ที่รื้อเพื่อสร้างอาคารใหม่ด้านข่วงสิงห์ ใช้งบประมาณ 1 แสนบาท
                          3. ทำประปาและติดตั้งไฟฟ้า ในระยะเริ่มแรกอาศัยจากศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดโดยความอนุเคราะห์ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากผู้อำนวยการศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด นพ.จำรูญ จิตติวุฒิการ
                          4. ตัดถนนรอบพื้นที่ เพื่อแสดงเส้นแนวเขตและตัดถนนบนเส้นแยกภายในพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบและใช้เป็นแนวป้องกันไฟป่าได้ด้วย ความยาวของถนนรวมทั้งหมดประมาณ 31 กิโลเมตร มีถนนเส้นใหญ่ตัดในทิศตะวันออก – ตะวันตกชื่อถนนสะลวงและเส้นทิศเหนือ – ใต้ เรียกถนนขี้เหล็ก ใช้งบประมาณไปแล้ว 3 ล้านบาท โดยได้รับความช่วยเหลือจาก นพค. เชียงดาว เข้ามาช่วยเหลือติดต่อกัน 2 ปีและเข้ามาช่วยปรับแต่งความแข็งแรงมั่นคงของถนนต่อเนื่องกัน 3 ปี ทางสถาบันได้จัดงบประมาณค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ส่วนค่าอุปกรณ์หนักๆ ทางหน่วย นพค. ได้อนุเคราะห์ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
                         5. โครงการปลูกสะเดา ได้เริ่มไปแล้วประมาณ 200 ไร่ปัจจุบันไม่ได้ผล พื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูก
                         6. โครงการพิพิธภัณฑ์พืช ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมพันธุ์พืชในพื้นที่
                         7. โครงการขุดอ่างเก็บน้ำใหม่อีก 1 แห่ง นอกจากที่มีอยู่เดิม 2 อ่างคือ อ่างสะลวงและอ่างตึงเปียง ได้รับงบประมาณจากสำนักพัฒนาที่ดิน ในวงเงิน งบประมาณ 2.6 ล้านบาท ขณะนี้อ่างใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้วและทางสถาบันได้ดำเนินการขุดเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถเก็บน้ำได้มากขึ้น ปัจจุบันนี้คืออ่างเวียงบัว
                         8. สำนักงานคณะเทคโนโลยีการเกษตร สร้างเสร็จโดยใช้งบประมาณของสถาบัน พร้อมกับอาคารเรียน โรงอาหาร มีบ้านพัก 1 หลัง ที่รื้อบ้านพักในสถาบันไปปลูกใหม่ โดยใช้งบประมาณรวม 5 - 6 ล้านบาท
                         9. จัดทำระบบน้ำประปาและติดตั้งถังสูง โดยใช้งบประมาณแผ่นดินสำหรับระบบน้ำประปาและติดตั้งถังสูงใช้งบของสถาบัน
                         10. อาคารเรือนเพาะชำ โดยใช้งบประมาณแผ่นดินในวงเงิน 1.5 ล้านบาท
           คณะเทคโนโลยีการเกษตร เป็นคณะแรกที่ได้ย้ายมาจัดการเรียนการสอนในปี พ.ศ. 2542 โดยมี รศ.อมรา ทีปะปาล เป็นคณบดีคนแรก และเป็นผู้ผลักดันให้วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก ได้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้เหน็ดเหนื่อยในการวางแนวเขตแดนและดำเนินการตามเงื่อนไขของการขออนุญาตได้แก่ การวางเสาหลักเขต การติดตั้งป้ายประกาศได้รับอนุญาตการใช้พื้นที่ป่าของกรมป่าไม้และปลูกป่านศรนารายณ์รอบพื้นที่ ระยะทางยาว 20 กิโลเมตร ในช่วงระยะนี้อาจารย์ผู้บุกเบิกรุ่นแรก ผ.ศ.เกษม จันพินิจ ได้ลาออกจากราชการก่อนกำหนด จึงได้ยุติการทำงานทุกอย่างในวิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็กและได้มอบหมายงานให้แก่ อาจารย์บัญชา อินทะกูล อาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตรได้ดำเนินการแทน งานพัฒนาพื้นที่วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก 6,235 ไร่ เป็นงานที่หนักมากเพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ การบุกรุกพื้นที่ของชาวบ้าน การประท้วงของชาวบ้านเกี่ยวกับพื้นที่บุกรุกในตำบลขี้เหล็กและพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ของสหกรณ์นิคมแม่ริม การพัฒนาพื้นที่ก็ได้ดำเนินการไปตลอด โดยสำนักงานวิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก เป็นผู้ดำเนินงาน ภายใต้การให้คำแนะนำจากคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก โดยเฉพาะอาจารย์รุ่นบุกเบิกที่ได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว อาทิ รศ.ดร.อมรา ทีปะปาล ผศ.รณชิต หอมสุวรรณ
          การพัฒนาพื้นที่วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็กช่วงแรกก็ได้ดำเนินการทางด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่จะเตรียมการย้ายจากเวียงบัวได้แก่ ถนนเชื่อมระหว่างอาคารภายใน น้ำที่ใช้อุปโภค บริโภค ไฟฟ้า การสื่อสารด้านอินเตอร์เน็ต อ่างเก็บน้ำ อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ
          พ.ศ. 2546 มหาวิทยาลัยได้งบประมาณก่อสร้างอาคารหอประชุมทีปังกรรัศมีโชติกับการก่อสร้างถนน 4 ช่องทางมีเกาะกลางถนนเป็นแอสฟัสติก เป็นช่วงการทำงานสมัยปลายของ รศ. วรรณวดี ม้าลำพอง อธิการบดี และสมัยเริ่มต้นของอธิการบดี ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า การก่อสร้างต่างๆ ก็สามารถดำเนินไปด้วยดี ด้วยความเอาใจใส่ในการควบคุมจากรองอธิการบดีฝ่ายบริหารอาจารย์บพิตร โกมลตรี อาจารย์ประคอง ฤกษ์วันเพ็ญ กับคณะกรรมการในการก่อสร้าง
          พ.ศ2549 มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพการท่องเที่ยวและโรงแรม
          พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนรวม 3 อาคารและหอพักนักศึกษา 3 อาคาร
          พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณแผ่นดินก่อสร้างอาคารสำนักงานอธิการบดี
          พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณแผ่นดินก่อสร้างอาคารเทคโนโลยีสารสนเทศและภาษา
          การได้พื้นที่ขนาดใหญ่ระยะทางก็ไม่ไกลจากในตัวเมืองเพื่อการรองรับการขยายตัวของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นับว่าเป็นความโชคดีของมหาวิทยาลัยซึ่งในปัจจุบันไม่สามารถที่จะหาได้อีกแล้ว ขอขอบคุณอาจารย์รุ่นผู้บุกเบิกและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน หวังว่าคนของราชภัฏเชียงใหม่ จะพัฒนาพื้นที่วิทยาเขตสะลวง – ขี้เหล็ก ให้เป็นเมืองราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบเพื่อพัฒนาท้องถิ่นต่อไป